10 เที่ยวถ้ำ สวย ๆ ในไทยสุดยิ่งใหญ่และอลังการ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักผจญภัยได้เข้าไปสำรวจ

 เที่ยวถ้ำ สวย ๆ ในไทยสุดยิ่งใหญ่และอลังการ อันเกิดจากการรังสรรค์ของธรรมชาติ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักผจญภัยได้เข้าไปสำรวจ           การเที่ยวถ้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ซึ่งในไทยเองก็มีถ้ำที่สวยและอลังการอยู่ไม่น้อย แถมแต่ละถ้ำยังโดดเด่นด้วยลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ถ้ำกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีมนตร์เสน่ห์ และท้าทายนักท่องเที่ยวที่ชอบผจญภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้เราจะมาแนะนำ 12 ถ้ำสุดอลังการในไทยให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกัน เชื่อแน่ว่าใครได้ลองไปเที่ยวจะต้องตะลึงกับความสวยงามเพียงหนึ่งเดียว และไม่แน่ว่าคุณอาจะเป็นหนึ่งในหลาย ๆ คนที่หลงรักการเที่ยวถ้ำอย่างไม่รู้ตัว           1. ถ้ำเลสเตโกดอน จังหวัดสตูล

           ตั้งอยู่ที่บ้านคีรีวง ตำบลทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า ถ้ำนี้เดิมชื่อว่า "ถ้ำวังกล้วย" แต่เหตุผลที่เปลี่ยนเป็น "ถ้ำเลสเตโกดอน" ก็เพราะว่ามีการค้นพบซากฟอสซิลของช้างสเตโกดอน ซึ่งเป็นชื่อช้างดึกดำบรรพ์ มีอายุเก่าแก่ ที่สำคัญค้นพบแห่งแรกและแห่งเดียวในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ในศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช พิพิธภัณฑ์ช้างทุ่งหว้า 

          เมื่อเข้าไปในถ้ำคุณจะต้องตะลึงไปกับประกายระยิบระยับพวกแร่แคลไซด์ ที่เคลือบอยู่ตามก้อนหินรูปทรงแปลกตา ตลอดระยะทางทั้งสิ้นกว่า 4 กิโลเมตร ไฮไลท์เด็ดยังอยู่ที่ปากทางออกของถ้ำ ที่มีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ตรงออกไปยังคลองวังกล้วย ป่าชายเลนที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งของเมืองไทย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล โทร. 074 711 225           2. ถ้ำภูผาเพชร จังหวัดสตูล

           ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 9 บ้านป่าพน ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับ 4 ของโลก โดยความอัศจรรย์ภายในถ้ำแห่งนี้ปรากฏผ่านหินงอกหินย้อย ที่มีประกายระยิบระยับตระการตาดูคล้ายเกล็ดเพชร ภายในถ้ำจัดสรรแบ่งเป็นห้องต่าง ๆ มากถึง 20 ห้อง 

          ห้องที่เป็นไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ "ห้องภูผาเพชร" ที่สวยงามไปด้วยหินงอกหินย้อยเหมือนเกล็ดเพชรระยิบแวววาว เมื่อกระทบเข้ากับแสงไฟจะยิ่งดูสวยเกินคำบรรยาย หรือจะเป็น "ห้องม่านเพชร" หินมีลักษณะคล้ายผ้าม่านแขวนเป็นหลืบซ้อนกัน "ห้องพญานาค" มีหินงอกต่อตัวกันคล้ายงูใหญ่หรือพญานาค และ "ห้องปะการัง" มีหินงอกหินย้อยคล้ายปะการังในทะเล สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล โทร. 074 711 225           3. ถ้ำพระยานคร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

           ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จุดเด่นของถ้ำแห่งนี้คือ "พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์" เป็นพลับพลาแบบจัตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งไว้บนเนินดินกลางถ้ำ ครั้งพระองค์เสด็จประภาสเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2433 นอกจากนี้ภายในถ้ำยังมีหินงอกหินย้อยเป็นเชิงชั้นเหมือนม่าน บางส่วนก็หยดย้อยลงมาเป็นรูปร่างต่าง ๆ งามแปลกตา 

          สำหรับนักท่องเที่ยวคนไหนที่อยากชมลำแสงลอดช่องเพดานสูงพระที่นั่ง ต้องมาชมระหว่างเวลา 10.30-11.30 น. ถ้ำพระยานครสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะไปในช่วงหน้าหนาว ประมาณเดือนธันวาคม-มีนาคม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด โทร. 032 821 568, 032 646 293           4. ถ้ำเลเขากอบ จังหวัดตรัง

          ตั้งอยู่ที่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดถ้ำสวยบนบกของไทย เพราะไม่เพียงความสมบูรณ์ของธรรมชาติด้านนอกเท่านั้น ธรรมชาติยังรังสรรค์ความน่าอัศจรรย์ขึ้นภายในอีกด้วย ภายในมีถ้ำที่น่าสนใจมากมาย ทั้ง "ถ้ำคนธรรพ์" มีจุดเด่นตรงที่มีห้องโถงกว้างขวางขนาดใหญ่ บนเพดานถ้ำมีหินงอกหินย้อยลงมาลักษณะคล้ายหลอดกาแฟนับร้อยนับพันหลอด 

          โดยไฮไลท์เด็ดของการมาเยือนถ้ำเลเขากอบอยู่ที่ถ้ำสุดท้าย นั่นก็คือถ้ำลอดหรือถ้ำมังกร เพราะนักท่องเที่ยวจะต้องนอนราบนานไปกับเรือ เพื่อลอดเพดานถ้ำส่วนที่ต่ำที่สุด มืดที่สุด และแคบที่สุด เหล่านี้สร้างความตื่นเต้นชวนหวาดเสียวได้ไม่น้อย จนบางช่วงจังหวะของการลอดถ้ำก็อาจทำให้หายใจได้ไม่ทั่วท้อง แถมยังมีความเชื่อด้วยว่าการได้ลอดผ่านจุดนี้ เปรียบเสมือนการนอนลอดผ่านท้องมังกรถือเป็นสิริมงคลยิ่ง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลเขากอบ โทร. 075 500 088, 075 500 117

          5. ถ้ำมรกต จังหวัดตรัง

           ตั้งอยู่ที่เกาะมุก ซึ่งเป็นเป็นเกาะใหญ่อีกเกาะหนึ่งในน่านน้ำจังหวัดตรัง นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวที่ถ้ำมรกต ต้องว่ายน้ำฝ่าความมืดเข้าไป เมื่อถึงภายในจะเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ไม่มีเพดานถ้ำ แสงตะวันจึงสาดส่องลงมา ภายในถ้ำมีทรายละเอียดขาว น้ำทะเลเป็นสีมรกต เป็นความงดงามหนึ่งเดียวในไทยที่มีธรรมชาติสวยงามเช่นนี้ 

          โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเที่ยวถ้ำมรกต คือช่วงที่น้ำขึ้นเต็มที่ในแต่ละวัน เพราะจะได้เห็นทะเลสาบสีมรกตงดงาม และช่วงที่แสงจะลอดปากปล่องถ้ำมรกตลงมา คือระหว่างเวลา 10.00-14.00 น. โดยการลอดถ้ำสามารถทำได้ตลอดเวลา แต่เดือนที่เหมาะสมในการท่องเที่ยวคือระหว่างเดือนธันวาคม-ต้นเดือนพฤษภาคม (ส่วนใหญ่การไปเที่ยวที่ถ้ำมรกต นักท่องเที่ยวมักนิยมซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวทัวร์ทะเลได้จากบริษัททัวร์ที่ใช้บริการในตัวเมืองตรัง)           6. ถ้ำเสาหินลำคลองงู จังหวัดกาญจนบุรี

          ตั้งอยู่ที่บ้านภูเตย ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ถ้ำเสาหิน เป็นถ้ำหนึ่งในหลายถ้ำของอุทยานแห่งชาติลำคลองงู จุดเด่นที่น่าสนใจคือมีเสาหินขนาดใหญ่ที่เกิดจากหินปูนก่อตัวกันมาเป็นเวลานานนับล้านปี และนับเป็นเสาหินธรรมชาติที่สูงที่สุดในโลก 

          การเข้าชมถ้ำเสาหิน เหมาะสำหรับผู้ที่รักการผจญภัยมีสุภาพร่างกายแข็งแรง และจะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ของอุทยาน หรือชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเป็นผู้นำทางชม ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนเท่านั้น และเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนระดับน้ำในถ้ำจะสูงมาก จึงไม่เหมาะแก่การเข้าชม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู โทร. 084 913 2381           7. ถ้ำเขาหลวง จังหวัดเพชรบุรี

          ตั้งอยู่ที่อยู่บนเขาหลวง ห่างจากเขาวังประมาณ 5 กิโลเมตร สำหรับถ้ำเขาหลวงเป็นถ้ำที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในเมืองเพชร ภายในถ้ำประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์อันสำคัญยิ่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

          ไฮไลท์ของการมาเที่ยวถ้ำเขาหลวง คือการได้ชมแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาจากปล่องแสงของเพดานถ้ำลงมาสู่พื้นข้างล่าง คล้ายกับมีแสงส่องลงมาเป็นภาพที่อัศจรรย์และงดงามมาก โดยช่วงเวลาที่จะมีแสงส่องลงมาเยอะที่สุด คือประมาณเวลา 09.30-10.30 น. อีกทั้งลักษณะของลำแสงจะแตกต่างกันไปตามสภาพอากาศในแต่ละฤดูอีกด้วย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเพชรบุรี โทร. 032 471 005

          8. ถ้ำแก้วโกมล จังหวัดแม่ฮ่องสอน

          ตั้งอยู่บริเวณเขาดอยถ้ำ หมู่ที่ 14 บ้านห้วยมะไฟ ตำบลแม่ลาน้อย อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถ้ำนี้มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า "ถ้ำน้ำแข็ง" ด้วยเพราะลักษณะถ้ำที่มีผนังแวววาว เมื่อต้องแสงไฟผลึกแร่เหล่านี้ก็จะดูงดงามดั่งเกล็ดน้ำแข็ง และมีเพียง 3 ถ้ำในโลกนี้เท่านั้น คือออสเตรเลีย จีน และไทย 

          ภายในถ้ำประกอบไปด้วย 5 ห้อง ได้แก่ พระทัยธาร, วิมานเมฆ, เฉกหิมพานต์, ม่านผาแก้ว และเพริศแพร้วมณีบุปผา แต่ละห้องจะงดงามไปด้วยผลึกแก้วขาวใส ขอย้ำนิดหนึ่งว่านักท่องเที่ยวที่เข้าชมต้องไม่สัมผัสกับส่วนใด ๆ ของถ้ำเป็นอันขาด เพราะผลึกแร่เหล่านี้เปราะบาง และแตกหักง่าย และปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วนอุทยานแก้วโกมล โทร. 081 961 8848 หรือ ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยว จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทร. 053 612 982 และ 053 612 983

          9. ถ้ำน้ำตกซู่ซ่า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

          ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำกัด ตำบลห้วยผา อำเภอเมืองปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไฮไลท์ของการเที่ยวถ้ำน้ำตกซู่ซ่าอยู่ที่บริเวณปากถ้ำจะมีน้ำตกซู่ซ่าลดหลั่นลงมาตามชั้นหินสวยงาม และไหลลงสู่แม่น้ำเบื้องล่างเป็นผาสูง เมื่อเข้าไปในถ้ำจะพบน้ำตกใต้ดินที่สูงถึง 6 เมตร

          สำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวจะสนุกไปกับการผจญภัยด้วยการปีนถ้ำทวนน้ำ เพื่อทะลุออกมาอีกคูหาหนึ่งของน้ำตก ที่ไม่ว่าใครไปก็ต้องรู้สึกตื่นเต้น และเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ไม่มีวันลืม สอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน โทร. 053 612 982-3           10. ถ้ำเพียงดิน จังหวัดหนองคาย

           วัดถ้ำเพียงดิน หรือวัดถ้ำศรีมงคล ตั้งอยู่ที่บ้านดงต้อง ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย มีความเชื่อกันว่าถ้ำนี้เป็นทางเข้า-ออกของธิดาพญานาค ซึ่งมาหลงรักเจ้าชายของเมืองนี้บนโลกมนุษย์ ภายในถ้ำมีลักษณะงดงามเป็นโพรงหลายโพรง เหมือนกับเป็นทางเลื้อยของพญานาคที่มุ่งหน้าสู่แม่น้ำโขง

          นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวที่ถ้ำแห่งนี้ ควรมีร่างกายที่แข็งแรง เพราะหลายจุดในถ้ำค่อนข้างมืด แคบ เพดานถ้ำเตี้ย และมีธารใต้ดิน จึงควรมีผู้นำทางที่เชียวชาญ เพราะถ้าไปเอง อาจทำให้หลงทางและเป็นอันตรายได้ แต่เมื่อเข้าไปแล้ว คุณจะได้พบกับส่วนเว้าโค้งของหินภายในถ้ำที่สวยงามอย่างแน่นอน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลผาตั้ง โทร. 042 414 855-56           11. ถ้ำเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

           ตั้งอยู่เชิงเขาของดอยหลวงเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นถ้ำท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง เพราะเมื่อเข้าไปข้างใน คุณจะตื่นตาตื่นใจกับหินงอกหินย้อยรูปร่างต่าง ๆ ที่ชวนให้เราปลดปล่อยจินตนาการได้ไม่รู้จบ และเสน่ห์อีกหนึ่งของถ้ำเชียงดาวคือ จะมีน้ำไหลออกจากถ้ำตลอดทั้งปี และสายน้ำเหล่านั้นจะไหลไปรวมในแอ่งที่มีฝูงปลาเวียนว่ายไปมา 

          นอกจากนี้บริเวณปากถ้ำยังเป็นที่ตั้งของวัดเชียงดาว ซึ่งประดิษฐาน "พระพุทธรูปทันใจ" มีความเชื่อกันว่า หากอธิฐานขอสิ่งใด ก็สำเร็จสมหวังดังใจทุกประการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ โทร. 053 248 604, 053 248 607, 053 248 605           12. ถ้ำลอด จังหวัดแม่ฮ่องสอน

          ตั้งอยู่ที่ตำบลถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ภายใต้ความดูแลของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มแม่น้ำปาย สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังถ้ำลอด จะต้องนั่งแพเข้าไปชม ซึ่งภายในจะมีลำน้ำไหลผ่านทะลุไปอีกด้านหนึ่ง เป็นถ้ำขนาดใหญ่ และประกอบไปด้วยถ้ำเล็กถ้ำน้อยอีกหลายแห่ง เช่น "ถ้ำเสาหินหลวง" ชมหินงอกหินย้อยสวยงาม "ถ้ำตุ๊กตา" หินงอกที่รูปร่างลักษณะคล้ายตุ๊กตาตั้งเรียงราย 

          และ "ถ้ำผีแมน" ถ้ำสุดท้ายก่อนถึงทางออก คุณจะได้พบกับโลงศพไม้สัก โครงกระดูกมนุษย์ยุคโบราณ ข้าวของเครื่องใช้ ภาชนะดินเผาต่าง ๆ โดยนักท่องเที่ยวจะต้องใช้บริการไกด์นำชมภายในถ้ำเท่านั้น ไม่สามารถเข้าชมเองได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สำนักงาน ททท. ภาคเหนือ เขต 1 โทร. 053 112 325-6           เป็นยังไงบ้างคะ ? บอกเลยว่าถ้ำแต่ละที่สวยและอลังการไม่แพ้กันเลยจริง ๆ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้รู้ว่า เมืองไทยยังมีความมหัศจรรย์อีกมากมายที่รอให้เราเดินทางไปค้นพบ อยู่ที่ว่าเราจะเห็นคุณค่าความงามที่อยู่เบื้องหน้าเรามากมายน้อยแค่ไหน ยังไงอย่าลืมออกเดินทางไปชมความมหัศจรรย์เหล่านี้กันนะคะ ^ ^ ขอขอบคุณข้อมูลจากททท., khaokob.go.th, เฟซบุ๊ก สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล, เฟซบุ๊ก ททท. สำนักงานเพชรบุรี  



บทความแนะนำ